สำหรับสมาชิก iCare
 
 

ห่วงคนไทยดื้อยาปฏิชีวนะ คร่าชีวิตปีละ 3.8 หมื่นราย (อ่าน 803 ครั้ง)

โดย เทพฤทธิ์ 26 มี.ค. 2556 11:54 น.

เทพฤทธิ์

Administrator

กระทู้ # 248

สธ.เผยเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะสูงขึ้นต่อเนื่องและทวีความรุนแรง จากการใช้ยาเกินความจำเป็น หรือคิดว่าหายจากโรคจึงหยุดกินยา ทำคนไทยเสียชีวิตปีละ 3 หมื่นกว่าราย มูลค่าเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 6 พันล้านบาท รณรงค์ประชาชนใช้ยาอย่างถูกต้อง

เมื่อวันที่ 24 มี.ค.2556 นพ.โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันปัญหาการดื้อยาของเชื้อจุลชีพที่ทำให้เกิดโรคมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ สาเหตุมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะที่มากขึ้น ทั้งการใช้อย่างไม่จำเป็นและเกินความจำเป็น โดยมูลค่าการใช้ยาปฏิชีวนะของคนไทยมากกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี และมีการติดเชื้อชนิดที่ดื้อยาปฏิชีวนะปีละกว่า 100,000 คน ทำให้ยาปฏิชีวนะตัวเก่าที่เคยใช้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร ผู้ป่วยบางรายต้องเปลี่ยนใช้ยาตัวใหม่ซึ่งมีราคาแพงมาก

เชื้อดื้อยาบางชนิดไม่มียารักษาที่มีประสิทธิผลดีและปลอดภัย ทำให้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาเพิ่มขึ้น ใช้เวลารักษานานขึ้นและโอกาสเสียชีวิตสูง ผลเสียต่อไปหากเชื้อชนิดนี้แพร่ไปสู่ผู้ป่วยรายอื่น และเกิดการระบาดในชุมชน จะมีผลทำให้โรคติดต่อที่เคยควบคุมได้กลับมาระบาดมากขึ้น และเชื้อดื้อยายังสามารถถ่ายทอดรหัสพันธุกรรมดื้อยาไปสู่เชื้อสายพันธุ์อื่น ทำให้ปัญหาการดื้อยาทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ จากการศึกษาผลกระทบจากการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพในไทย โดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ได้ศึกษาข้อมูลผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาลทุกระดับ และข้อมูลการติดเชื้อในโรงพยาบาลทุกระดับทั่วประเทศจำนวน 1,023 แห่ง ในปี 2553 พบว่าเชื้อจุลชีพ 5 ชนิดที่พบบ่อยในโรงพยาบาล และมักดื้อยาปฏิชีวนะหลายขนาน ได้แก่ 1.เอสเชอริเชีย โคไลหรืออี.โคไล (Escherichia coli) ที่ทำให้เกิดโรคติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะและทางเดินอาหาร 2.เคลบซีลลา นิวโมเนอี (Klebsiella pneumoniae) ทำให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคปอดอักเสบ

3.เชื้ออะซีนีโตแบคเตอร์ บอแมนนิอาย (Acinetobactor baumannii) เป็นโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคปอดบวม 4.ซูโดโมแนส แอรูจิโนซา (Pseudomonas aeruginosa) ทำให้เกิดโรคติดเชื้อหลายระบบของร่างกาย เช่น โรคปอดบวม ติดเชื้อในกระแสเลือด และ5.สแตปฟิโลคอคคัส ออเรียส (Staphylococcus aureus) ที่ดื้อต่อยาเมทิซิลิน ทำให้ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลนานขึ้นประมาณ 3.24 ล้านวัน เสียชีวิต 38,481 ราย ซึ่งสูงกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดในปี 2552 ที่มีจำนวน 34,383 ราย และมากเป็นอันดับ 2 รองจากโรคหลอดเลือดสมองที่มีจำนวน 50,829 ราย

สำหรับความสูญเสียทางเศรษฐกิจ มีมูลค่าประมาณ 2,539 -6,084 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.6-1.6 ของค่าใช้จ่ายรวมด้านสุขภาพของประเทศในปี 2553 ซึ่งมีมูลค่า 392.4 แสนล้านบาท รวมทั้งยังทำให้เกิดความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจจากการเจ็บป่วย เช่นค่าเดินทางและค่าอาหารของญาติ และการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรปีละกว่า 40,000 ล้านบาท ไม่รวมความสูญเสียจากการเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อดื้อยาในชุมชน

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงสาธารณสุขได้มีนโยบายให้โรงพยาบาลทุกแห่งใช้ยาปฏิชีวนะอย่างสมเหตุสมผล โดยให้โรงพยาบาลทุกแห่งจัดซื้อยาต้านจุลชีพที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และมีจำนวนชนิดของยาเท่าที่จำเป็นไว้ใช้สำหรับบำบัดรักษาผู้ป่วย มีระบบกำกับดูแลและสนับสนุนให้เกิดการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุผล ดำเนินการเฝ้าระวังและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาลอย่างเข้มข้นและมีประสิทธิภาพ พัฒนาศักยภาพของการตรวจทางห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา และระบบเฝ้าระวังความไว ของเชื้อต่อยาต้านจุลชีพให้ได้มาตรฐาน โดยได้จัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพ ที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตั้งแต่พ.ศ. 2541 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลก เพื่อรวบรวมวิเคราะห์ความชุกของเชื้อแบคทีเรียและสถานการณ์การดื้อยาระดับประเทศ

นอกจากนี้ ได้ให้ทุกจังหวัดเร่งรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนในเรื่องการใช้ยาปฏิชีวนะที่ถูกต้อง โดยประชาชนที่ได้รับยาปฏิชีวนะจากสถานพยาบาลจะต้องกินยาให้ครบสูตรตามที่แพทย์สั่ง ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดของผู้ป่วยก็คือ พอกินยาไป 2-3 วัน อาการดีขึ้น คิดว่าหายขาดแล้ว และหยุดกินยา และอีกประการหนึ่ง การเจ็บป่วยบางโรคก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งยาปฏิชีวนะ เช่นไข้หวัดทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นโรคทางเดินหายใจที่ป่วยกันมากที่สุด เกิดจากการติดเชื้อไวรัสไม่มียารักษาเฉพาะ ต้องอาศัยการพักผ่อน อาการจะค่อยๆ ดีขึ้นเอง แต่คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเกิดจากการติดเชื้อจึงไปซื้อยาปฏิชีวนะมากิน และเมื่ออาการดีขึ้น จึงคิดว่ายาชนิดนี้รักษาหายซึ่งเป็นความเข้าใจผิด


ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
กระทู้นี้ถูกล็อค
กรุณาสมัครสมาชิกหรือล็อคอินเข้าสู่ระบบก่อนตั้งหรือตอบกระทู้
« ย้อนกลับ